วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Direct and Indirect Speech ( Reported Speech )

Direct and Indirect Speech
( Reported Speech )
Direct Speech คือประโยคที่พูดออกมาจากปากของผู้พูดเองโดยตรง
Indirect speech คือประโยคที่นำคำพูดของคนอื่นมาเล่าหรือรายงานให้ฟัง
ประโยค Direct Speech & Indirect Speech
มี 4 ชนิด
1.ประโยคคำกล่าว ( Statements )
2.ประโยคคำสั่งและขอร้อง ( Orders and Requests )
3.ประโยคอุทาน ( Exclamations )
4.ประโยคคำถาม ( Questions )
วิธีใช้
1.ประโยค Direct Speech เป็นประโยคบอกเล่า เราใช้ said หรือ told โดยมี that เป็นตัวเชื่อม และเปลี่ยน Tense เป็น more past เช่น
John said, “I want to see Mary.”
John said that he wanted to see Mary.
2.ประโยค Direct Speech เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Question Word เราใช้ asked กับQuestion Word ตัวเดิมและเปลี่ยน Tense เป็น more past เรียงประโยคเป็นบอกเล่า เช่น
Sri asked Sak, “What time does the train leave?”
Sri asked Sak what time the train left.
3.ประโยค Direct Speech เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วยกริยาช่วย เราใช้ if หรือ whether เป็นตัวเชื่อม เปลี่ยน Tense เป็น more past เรียงประโยคเป็นบอกเล่า เช่น
Dan asked Mark, “Do you like chicken?”
Dan asked Mark if he liked chicken.
4.ประโยค Direct Speech เป็น ประโยคคำสั่ง ( Imperative ) มักใช้ t old มี to เป็นตัวเชื่อมกับ verb เช่น
Paul said to his brother, “Turn on the lights.”
Paul said to him to turn on the lights.
5.ประโยค Direct Speech เป็นประโยคขอร้อง ( ขึ้นต้นด้วย please ) ใช้ asked หรือ told ตัด pleaseทิ้งแล้วเติม to หน้า verb เช่น
Somchai said, “Please give me your pen.”
Somchai asked me to give him my pen.
6.ประโยค Direct Speech เป็นประโยคห้ามปราม ( ขึ้นต้นด้วย Don’t ) เราใช้ told ไม่มีตัวเชื่อม เช่น
Nancy told Susan, “Don’t be late.”
Nancy told Susan not to be late.
7.ประโยค Direct Speech ที่เป็นข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เมื่อเป็น Indirect Speech ไม่ต้องเปลี่ยนเป็น more past เช่น
My father said, “The earth moves round the sun.”
My father told me that the earth moves round the sun.
8.การเปลี่ยนความห่างไกลใน Direct Speech เป็น Indirect Speech
Direct Speech                   Indirect Speech
Now                               Then
Here                                There
This                                That
These                                        Those
Today                              That day
Tomorrow                       The following day, the next day
Next week ( month, year ) The following week ( month, year )
Yesterday                         The day before, the previous day
Last week ( month, year ) The week ( month, year ) before
Ago                                 Before
Come                              Go
Exercise
1.My teacher said, “Time and tide wait for no man.”
1.He said that time and tide wait for no man.
2.He said that time and tide waits for no man.
3.He said that time and tide waited for no man.
4.He said that time and tide had waited for no man.
2.She said, “Her father is sick.”
1.She said that he was being sick. 2.She said that he was sick.
3.She said that he had been sick. 4.She said that he is sick.
3.Wanna said, “Where are you going?”
1.Wanna said where you are going. 2.Wanna said where I am going.
3.Wanna asked where you were going. 4.Wanna asked where I was going.
4.Jane said to John, “Speak French, please.”
1.Jane said to John to speak French, please 2.Jane told John to speak French, please.
3.Jane said to John to speak French. 4.Jane told John to speak French.
5.My mother said to me, “Are you sleeping?”
1.My mother told me that I was sleeping. 2.My mother said that I was sleeping.
3.My mother asked me if I was sleeping. 4.My mother told me to sleep.
6.Danny said, “Don’t talk in class.”
1.Danny told me that don’t talk in class. 2.Danny told me not talk in class.
3.Danny said that not talk in class. 4.Danny said that he didn’t talk in class.
7.My neighbor said to me, “ What are you doing ?”
1.My neighbor asked if what I was doing. 2.My neighbor asked what I was doing.
3.my neighbor asked me what I was doing 4.My neighbor said to me what I was doing.
8.He said, “ I’ll go shopping.”
1.He said he’ll go shopping. 2.He said he would go shopping.
3.He said that he will go shopping. 4.He asked me that I would go shopping.
9.” Sit up, “ he said to the girls.
1.He said to the girls sit up. 2.He told the girls to sit up.
3.He told the girls that they sit up. 4.He said to the girls that they should sit up.
10.He said to me, “ I saw you yesterday. “
1.He said to me that he saw me the day before.
2.He said to me that he had seen me yesterday.
3.He told me that he had seen me the previous day.
4.He told me that he saw me the previous day.

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

พนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม

พนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม
            พนักงานเสิร์ฟ (ชาย Waiter/หญิง/Waitress) พนักงานเสิร์ฟที่ดีจำเป็นต้องมีทักษะจำเพาะหรือความชำนาญในงานที่ทำอยู่บ้าง ตัวอย่าง เช่น การตักอาหารให้แขกโดยตักจากชามใหญ่และหนักโดยใช้ช้อนส้อม และการถือจาน 3-4 ใบที่มีอาหารอยู่ด้วยโดยไม่ให้อาหารหก เป็นต้น
            นอกจากนี้ พนักงานเสิร์ฟยังต้องมีทักษะในการติดต่อกับคน เพราะต้องพูดจาติดต่อกับแขกที่มาใช้บริการของห้องอาหาร กล่าวกันว่า พนักงานเสิร์ฟทั้งหลายเปรียบเหมือนเป็น กองกำลังหรือหน่วยขายอาหาร (Salesforce of  food) ทีเดียว เนื่องจากมีหน้าที่แนะนำหรือขายสินค้าอันได้แก่อาหารที่แผนกครัวทำขึ้นมาแก่ลูกค้า พนักงานเสิร์ฟจะชนะใจลูกค้าได้ด้วยการรู้จักกาลเทศะ มีเสน่ห์น่าพูดคุยด้วย ทำงานคล่องแคล่ว และรอบรู้ในงานที่ตัวเองทำอยู่ (คือสามารถให้คำแนะนำแก่ลูกค้าว่าควรเลือกสั่งอาหารอะไร และยังสามารถอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าอาหารจานนั้นมีวิธีปรุงอย่างไรด้วย) พนักงานเสิร์ฟจะต้องพร้อมที่จะให้บริการเมื่อแขกต้องการ และถอยห่างออกมายืนอยู่เงียบ ๆ ในขณะที่ลูกค้าไม่ต้องการบริการอะไร
             การบริหารที่ดียังหมายรวมถึงจังหวะที่เหมาะสมในการให้บริการด้วย เช่น เมื่อแขกต้องการอะไรก็รีบสนองตอบอย่างรวดเร็วทันใจ เป็นต้น พนักงานเสิร์ฟควรจะล่วงรู้ว่าแขกกำลังต้องการอะไรก่อนที่แขกจะเอ่ยปากขอ นอกจากนี้พนักงานเสิร์ฟควรจะเตรียมงานล่วงหน้าไป 1 ขั้นเสมอ เช่นการรีบไปบอกแผนกครัวว่ามีแขกกลุ่มใหญ่เข้ามาแล้ว เพื่อให้ฝ่ายนั้นรู้ตัวและสามารถเตรียมการล่วงหน้าได้ เป็นต้น
             ในกรณีของห้องอาหารเล็ก ๆ ที่มีพนักเสิร์ฟเพียง 2-3 คน งานในความรับผิดชอบของพนักงานเสิร์ฟจะมีขอบข่ายกว้างมาก หน้าที่หลัก ๆ จะเป็นดังนี้
o   ตกแต่งหรือจัดแจงห้องอาหารให้ดูดี และสะดวกสบาย
o   จัดวางโต๊ะเก้าอี้ และอุปกรณ์เครื่องใช้บนโต๊ะ
o   รับจองโต๊ะจากลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาสั่งจอง
o   ต้อนรับลูกค้า
o   รับออเดอร์หรือคำสั่งเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มจากลูกค้า
o   นำอาหารและเครื่องดื่มไปเสิร์ฟ
o   เก็บโต๊ะเมื่อลูกค้ารับประทานอาหารเสร็จแล้ว
o   กล่าวขอบคุณเมื่อแขกจะกลับ หรือส่งแขก
o   ทำความสะอาดห้องอาหาร
                สำหรับกรณีของห้องอาหารขนาดใหญ่ จะมีเจ้าหน้าที่มาก ดังนั้น หน้าที่ความรับผิดชอบจึงแบ่งกระจายกันออกไปเป็นดังนี้
                1. ผู้จัดการห้องอาหาร (Restaurant Manager) ดูแลรับผิดชอบห้องอาหารในทุกเรื่อง วาง/กำหนดมาตรฐานของการบริการ วางแผนตารางเวลาและการทำงานของพนักงาน ฝึกสอนงานแก่พนักงาน รับจองโต๊ะ ต้อนรับลูกค้า พาลูกค้าไปที่โต๊ะและจัดการกรณีที่ลูกค้าต่อว่า
                2. หัวหน้าพนักงานเสิร์ฟ (ชาย Head Waiter/หญิง  Head Waitress หรือ Maltre d’Hotel หรือที่นิยมเรียกกันว่า Maltre D.) เป็นตำแหน่งรองจากผู้จัดการห้องอาหาร ถ้าเป็นห้องอาหารขนาดเล็กก็จะเป็นผู้ที่ดูแลห้องอาหารทั้งหมด ในกรณีที่เป็นห้องอาหาร ถ้าเป็นห้องอาหารขนาดใหญ่ จะมีหัวหน้าหลายคน โดยคนหนึ่งจะดูแล 3-4 Station (เขตบริการ หรือ เขตความรับผิดชอบในห้องอาหารที่พนักงานแต่ละคนจะต้องคอยดูแลให้บริการแก่ลูกค้าที่นั่งโต๊ะ) Station หนึ่งจะมีหลายโต๊ะ  Head Waiter มีหน้าที่ดูแลควบคุมการทำงานของพนักงานเสิร์ฟในเขตความรับผิดชอบของตน ช่วยพาลูกค้าไปนั่งโต๊ะและรับคำสั่งจากลูกค้าที่ต้องการสั่งอาหารในเมืองไทย บางโรงแรมอาจแบ่งเป็นซอยตำแหน่งให้มีมากกว่านี้ โดยมีตำแหน่ง Chief Station หรือหัวหน้าเขตคอยดูแลบริการเฉพาะในเขตความรับผิดชอบของตน แต่ที่นิยมใช้กันมากคือตำแหน่ง Captain (หรือ กัปตัน ตามที่เรียกกันแบบ         ไทย ๆ แต่ในภาษาอังกฤษจริง ๆ ต้องอ่านว่า แค็พทินหรือ แค็พเทิน”) หรือหัวหน้าหนักงานเสิร์ฟระดับต้น ซึ่งโดยแท้จริงก็คือพนักงานเสิร์ฟอาวุโสในตำแหน่งที่ 3 ต่อไปนี้นั่นเอง
-  พนักงานเสิร์ฟอาวุโสประจำเขต ( Station Waiter/Station Waitress หรือ Chef de Rang) มีหน้าที่เสิร์ฟหรือให้บริการแก่ลูกค้าหลายโต๊ะใน Station หรือ เขตของตน ซึ่งโดยทั่วไปจะมีลูกค้ารวมกันประมาณ 20 ที่นั่งหรือ 20 คน เมื่อลูกค้าสั่งอาหารแล้ว ก็จะคอยปรับเปลี่ยนอุปกรณ์บนโต๊ะ เช่น มีด ช้อนส้อม ให้เหมาะกับอาหารที่ลูกค้าสั่งและจำนวนคนนำอาหารไปเสิร์ฟให้ลูกค้าเมื่ออาหารพร้อม และเคลียร์โต๊ะเมื่อลูกค้ารับประทานอาหารเสร็จแล้ว
-  ผู้ช่วยพนักงานเสิร์ฟ (Commis Waiter/Commis Waitress)มีหน้าที่ช่วยบริการด้านอาหาร จัดโต๊ะ เคลียร์โต๊ะ โดยทั่วไปผู้ช่วยพนักงานเสิร์ฟจะเป็นคนยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วจากครัวมาที่ห้องอาหาร และนำพวกถ้วยจานและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้แล้วกลับไปในครัวเพื่อให้แผนกสจ๊วตล้างทำความสะอาด หน้าที่นี้ในเมืองไทยนิยมเรียกกันว่า Bus Boy/Bus Girl มีหน้าที่ เคลียโต๊ะและวิ่งอาหาร
-   พนักงานเสิร์ฟเหล้า (Wine Waiter/Wine Waitress หรือ Sommellier ซอมเมอลิเยร์)ทำหน้าที่รับคำสั่งหรือออเดอร์เกี่ยวกับเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่เกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ
                3.  พนักงานเก็บเงิน หรือ แคชเชียร์ (Cashier) รับผิดชอบในการออกใบเสร็จและเก็บเงิน แต่คนที่นำใบเสร็จไปให้ลูกค้าได้แก่พนักงานเสิร์ฟ
                4.  พนักงานประจำบาร์ขายเหล้า (Barperson,Barman/Barmaid,Bartender) คำว่า Bartender ในภาษาอังกฤษนั้นใช้ได้ทั้งพนักงานชายและหญิง ในเมืองไทยถ้าเป็นพนักงานหญิง มีการเรียกเป็น บาร์เทนตี้ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะคำว่า Bartendee นี้ไม่มีใช้ในภาษาอังกฤษ
                พนักงานประจำบาร์เหล้าต้องมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับพวกสุราต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนรู้ แต่วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดก็โดยการฝึกปฏิบัติและอาศัยประสบการณ์ เช่น ต้องรู้วิธีรินเบียร์โดยไม่ให้มีฟองมาก วิธีค่อย ๆ รินเหล้าไวน์โดยไม่ให้มีตะกอนไหลลงมาด้วย วิธีผสมเครื่องดื่มประเภทค็อกเทล ตลอดจนถึงการจดจำราคาและจำนวนของเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่ลูกค้าสั่งไปดื่ม
                นอกจากนี้ บาร์เทนเดอร์ที่ดีจำเป็นต้องเป็นคนช่างพูดช่างคุยด้วย เพราะจะต้องพบปะกับลูกค้าโดยตรงและลูกค้าก็มีหลายจำพวก ถ้าชอบพูดคุยกับตนด้วยก็จะทำให้สนุกกับงานและช่วยให้ขายดีด้วย เพราะลูกค้าบางส่วนเวลามานั่งสั่งเครื่องดื่มจะต้องการเพื่อนคุย และถ้าพูดคุยถูกคอก็จะสั่งเครื่องดื่มไปเรื่อย ๆ
                ความสามารถที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งของพนักงานประจำบาร์ก็คือ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเวลาลูกค้าเมา หรือมาด่าทอด้วยคำหยาบ หรือในกรณีที่มีลูกค้าเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก สรุปก็คือต้องเป็นคนใจเย็นด้วย

มารยาทบนโต๊ะอาหารไทย

มารยาทบนโต๊ะอาหารไทย
                ปกติแล้วเราจะเคยได้ยินแต่การเปิดสอนมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตกกัน เพื่อที่จะได้ไม่เขินหรือทำผิดๆ ถูกๆ แต่ก็ไม่ได้สอนมารยาทไทยบนโต๊ะอาหารเหมือนกับฝรั่งบ้าง ซึ่งคนไทยก็มีวิธีการกินโดยใช้ช้อน และส้อมเช่นกัน
ช้อนและส้อมเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำหรับการกินของคนไทยแล้ว การจัดโต๊ะอาหารแบบไทยจึงมีช้อนกับส้อมจะวางคู่กันทางขวามือของจาน โดยส้อมจะอยู่ซ้าย และช้อนจะอยู่มือขวา หรือจะวางสลับกันเพื่อคนที่ถนัดซ้ายก็ได้ ซึ่งการใช้ช้อนส้อมของคนไทยนั้นมีธรรมเนียมแตกต่างจากพวกยุโรปและอเมริกาตรงที่คนไทยจะใช้ช้อนในการตักข้าวเข้าปาก แต่สำหรับคนยุโรปจะใช้ส้อมตักข้าวแทน ซึ่งตรงนี้ดูแล้วรู้สึกว่าจะไม่เหมาะเพราะข้าวของไทยเราร่วนไม่เกาะติดกันเป็นก้อนแบบข้าวจีนหรือญี่ปุ่นที่เหมาะกับการใช้ตะเกียบคีบหรือการพุ้ยใส่ปาก
การเสริฟอาหารแบบไทยจะมี 2 ลักษณะ คือ แบบแรกจะเป็นการจัดสำรับเฉพาะคน โดยต่างคนต่างมีชุดของตนเอง ไม่เกี่ยวกับใคร เพราะสมัยโบราณคนไทยมีครอบครัวใหญ่ มีคนเยอะ ลูกเยอะ ครัวเลยต้องใหญ่ตามไปด้วย แต่จะให้กินกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาคงจะยาก ในครัวเลยจัดสำรับส่งไปให้ตามที่พักของแต่ละคน เมื่อรับประทานเสร็จก็เก็บมา
ลักษณะที่สอง จะเป็นแบบนั่งล้อมวงกัน โดยมีกับข้าวอยู่กลางโต๊ะ คนรับประทานจะมีจานข้าวของใครของมัน แต่กับข้าวนั้นจะตักใส่จานจนครบแล้วลงมือกิน แต่คนไทยเป็นชาติที่กินข้าวทีละคำ โดยมีการจัดวางกับข้าวที่ต้องการจะกินลงบนข้าวแล้วใช้ช้อนตักข้าวและกับนั้นด้วยปริมาณที่พอเหมาะ โดยมี ส้อมเป็นตัวช่วยเขี่ย แต่งให้ข้าวและกับที่ต้องการอยู่ในช้อนพอคำก่อนจะส่งเข้าปาก
การจับช้อนส้อม ก็ไม่ต้องกำให้แน่นมาก การจับด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้เป็นหลัก โดยมีนิ้วที่เหลือเป็นตัวรองรับน้ำหนักช้อน โดยข้อศอกจะไม่ยกขึ้นมาวางบนโต๊ะซึ่งจะเหมือนกับมารยาทบนโต๊ะอาหารหลายๆ ชาติ
เมื่อต้องการตักอาหารมาใส่จานตนเองจะใช้ช้อนกลางตัก ไม่ใช้ช้อนของตนตัก หรือถ้ามีแกงจืดที่ต้องการซดน้ำ ก็จะใช้ถ้วยแบ่งเล็กๆ ถ้าไม่มีก็ให้ใช้ช้อนกลางตักมาใส่ช้อนตัวเอง และที่สำคัญเวลาซดน้ำแกงต้องไม่มีเสียงดัง การเคี้ยวก็จะปิดปาก ไม่เคี้ยวอาหารให้มีเสียงดังแจ๊บๆ หรือพูดคุยขณะอาหารอยู่ในปาก หรืออ้าปากโดยที่ผู้อื่นมองเห็นอาหารในปาก การคายก้างหรือเศษอาหารในปาก จะคายลงช้อนก่อน แล้วนำวางไว้ที่ขอบจาน หากมีเศษอาหารที่ไม่ต้องการรับประทานหลงเหลืออยู่ในจานเมื่อรับประทานเสร็จก็ใช้ช้อนส้อมกวาดมากองไว้รวมกัน
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จบด้วยการรวบช้อนและส้อมเข้าหากัน โดยวางคู่กันในจานคล้ายเลขสิบเอ็ด ซึ่งจะหมายถึงเรารับประทานเสร็จแล้ว ถ้าหากไปงานเลี้ยงแล้วพนักงานเสิร์ฟคอยตักข้าวเติมให้ตลอด ทั้งๆที่อิ่มแล้ว ก็มองดูในจานข้าวว่าช้อนส้อมว่างยังไง

มารยาทในการรับประทานอาหารจีน

มารยาทในการรับประทานอาหารจีน
                สำหรับโต๊ะจีนที่ได้มาตรฐาน เครื่องใช้ในโต๊ะสำหรับแต่ละท่านจะประกอบด้วย ถ้วยซุปพร้อมจานรองและส้อม จานอาหารขนาดเล็กเฉพาะคน แก้วน้ำ ถ้วยชาพร้อมจานรอง ตะเกียบพร้อมหมอนตะเกียบและช้อนกลาง ซึ่งควรใช้เครื่องใช้ที่มีอยู่ให้ถูกต้อง เช่น ควรวางช้อนไว้ที่จานรองถ้วยซุป อย่าวางไว้ในถ้วยซุป ควรวางตะเกียบไว้บนหมอนรองตะเกียบอย่าวางพาดปากชาม
                การเข้านั่งโต๊ะอาหารจีนโดยปกติลักษณะของงานที่เป็นพิธีการจะคล้ายกับของแบบตะวันตก คือ มีการจัดทำผังที่นั่ง ซึ่งเจ้าภาพจะติดไว้หน้าห้องรับประทานอาหาร เพื่อให้แขกรับเชิญทุกท่านได้ทราบที่นั่งของตนล่วงหน้าและเมื่อถึงเวลาเข้าที่นั่ง เจ้าภาพจะเรียนเชิญแขกเกียรติยศเข้าที่นั่ง แขกรับเชิญอื่น ๆ ก็จะตามเข้าไป
                การกล่าวสุนทรพจน์หรือคำอวยพร เจ้าภาพจะเป็นผู้กล่าวก่อนเมื่อเริ่มรับประทานจานแรก เมื่อกล่าวจบก็จะเดินชนแก้วกับแขกเกียรติยศและแขกท่านอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกับเจ้าภาพ หลังจากนั้นแขกเกียรติยศ ก็จะมีการกล่าวตอบและชนแก้วเช่นเดียวกัน การเดินชนแก้วนั้น ผู้ที่เดินจะเป็นเฉพาะเจ้าภาพและแขก เกียรติยศ เท่านั้น อนึ่ง การกล่าวสุนทรพจน์หรือคำอวยพรนี้ สามารถกล่าวในช่วงรับประทานของหวาน ได้เช่นเดียวกับของแบบตะวันตก
มารยาทที่ควรปฏิบัติในโต๊ะจีน
  1. เจ้าภาพควรเสิร์ฟอาหารชิ้นแรกของแต่ละจานให้แขกเกียรติยศ โดยใช้ช้อนกลางหรือใช้ ตะเกียบของตนที่ยังไม่ใช้ หรือหากใช้ตะเกียบแล้วให้กลับเอาอีกด้านมาคีบให้
  2. เจ้าภาพควรเชิญชวนแขกดื่มบ้าง แต่อย่าบ่อยมากจนเกินไป ขณะเดียวกันแขกเกียรติยศก็สามารถเชิญชวนดื่มได้เช่นกัน
  3. หากอาหารที่เสิร์ฟมีบางประเภทที่ต้องใช้มือจับ บริกรจะนำชามแก้วใส่น้ำชาและมะนาว ฝาน หรือบางงานอาจโรยด้วยกลีบกุหลาบมาให้ เพื่อไว้สำหรับล้างมือ เช่น อาหารประเภทเป็ดปักกิ่ง หมูหัน วิธีล้าง คือ ให้ใช้ปลายนิ้วที่เปื้อนจุ่มลงล้างแล้วจากนั้นเช็ดให้แห้งด้วยผ้าเช็ดปาก แต่อย่าสะบัดมือเพราะน้ำจะกระเด็นถูกแขกท่านอื่น ๆ
  4. การสนทนาระหว่างกันในโต๊ะอาหาร ไม่ควรมุ่งไปในด้านธุรกิจหรือการงานจนเกินไป ต้องอาศัยความแนบเนียนในการเจรจา ควรให้มีบรรยากาศแบบมีอัธยาศัยไมตรีอันดีเป็นหลัก
  5. เมื่อเสร็จสิ้นงานเลี้ยง เจ้าภาพจะต้องเดินไปส่งแขกเกียรติยศให้ถึงรถ โดยเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ 

สิ่งที่ห้ามปฏิบัติในโต๊ะจีน
  1. อย่าคายหรือทิ้งเศษอาหารบนโต๊ะหรือที่พื้น ให้ทิ้งในถ้วยหรือชามที่บริกรจัดไว้ให้หรือวางไว้ตรงขอบจาน
  2. อย่ากระแทกปลายตะเกียบบนโต๊ะจนมีเสียงดัง
  3. อย่าตัดอาหารจำพวกเส้นหมี่ในงานวันเกิด
  4. อย่ากลับปลาทั้งตัว เมื่อทานเนื้อด้านใดด้านหนึ่งหมด โดยเฉพาะเมื่อมีชาวเรือร่วมโต๊ะ
  5. อย่าดูดตะเกียบ

มารยาทเกี่ยวกับการรับประทานอาหารญี่ปุ่น

มารยาทในการรับประทานอาหาร
           ความจริงแล้วมารยาทการรับประทานอาหารของญี่ปุ่นเหมือนกับ Table manner ของทางยุ เมื่อมีโอกาสทานอาหารญี่ปุ่นแบบทางการหรือที่บ้านของผู้ใหญ่ อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมก็จะเสริฟเป็นชุดสำหรับแต่ละคน ซึ่งไม่มีจานใหญ่สำหรับหลายคนอย่างอาหารจีน ในชุดอาหารจะมีถ้วยหรือจานเล็กที่ใส่อาหารแต่ละอย่าง เช่นของต้ม ของย่าง ผักดอง ฯลฯ นอกจากนี้ต้องมีถ้วยข้าว (Cha wan) และถ้วยซุป (Shiru wan) อยู่ตรงข้างหน้าคนทาน ถ้วยข้าวต้องอยู่ซ้ายมือและถ้วยซุปต้องอยู่ขวามือ ถ้าวางสลับกันก็จะถือไม่ค่อยดีเพราะเป็นตำแหน่งสำหรับคนที่เสียชีวิตแล้วนะครับ สำหรับถ้วยข้าวและถ้วยซุป สองถ้วยนี้ ต้องเอามือยกทาน โดยเฉพาะสำหรับถ้วยซุปจะไม่มีช้อนให้ ซึ่งคุณก็จะต้องทานอย่างติดปากเหมือนกับถ้วยน้ำชา
              ถ้าเป็นงานเลี้ยงที่มีสุราหรือเครื่องดื่มให้ก่อน ตามปกติห้ามดื่มเลยจะต้องรอจนกว่าจะมีการชนแก้ว(Kanpai)สำหรับอาหารก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าเป็นบุฟเฟ่ต์ก็ต้องรอให้ชนแก้วกันเสร็จก่อนจึงจะเริ่มทานได้ สิ่งที่คนต่างชาติมักจะทำไม่ค่อยถูกวิธีก็คือ การใช้ตะเกียบ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทานอาหารญี่ปุ่นที่สำคัญที่สุด สมัยก่อนคนญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใช้ช้อนหรือส้อม ใช้แค่ตะเกียบอย่างเดียว ในมารยาทการรับประทานอาหารของญี่ปุ่นก็มีข้อห้ามสำหรับการใช้ตะเกียบหลายอย่าง และในหนังสือคู่มือมารยาทสำหรับชาวญี่ปุ่นทุกเล่มก็มีบทเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เสมอ ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญและคนญี่ปุ่นเองบางคนก็มักจะทำผิดอีกด้วย
ข้อห้ามในการใช้ตะเกียบตามมารยาทญี่ปุ่น
                Hashi-watashi คือเอาตะเกียบหยิบของกินแล้วส่งไปให้คนอื่น โดยคนที่ได้รับก็ใช้ตะเกียบรับของกินนั้น นี่เป็นข้อที่คนต่างชาติมักจะทำบ่อยโดยไม่ได้ตั้งใจนะครับ ตามวัฒนธรรมญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่หยิบด้วยตะเกียบและส่งต่อรับด้วยตะเกียบได้ ก็คือกระดูกของศพที่เผาแล้วในพิธีงานศพเท่านั้น เราจึงห้ามทำในการทานอาหาร


ข้อห้ามที่เกี่ยวข้องกับงานศพญี่ปุ่น ก็จะมีอีกข้อหนึ่งคือ เอาตะเกียบเสียบให้ตั้งบนถ้วยข้าว เพราะอันนี้เป็นข้าวสำหรับคนที่เสียชีวิตแล้ว



Mayoi-bashi คือ ถือตะเกียบแล้วส่ายไป ๆ มา ๆ บนอาหารหลายชนิดโดยตัดสินไม่ได้ว่าจะเอาอันไหนดี


Sashi-bashi คือเอาตะเกียบแทงของกินหรือเอาตะเกียบชี้แล้วคน

                             

 
Saguri-bashi คือ เอาตะเกียบคุ้ยหาชิ้นที่ต้องการในถ้วยอาหารหรืออาตะเกียบดึงหรือขนย้ายภาชนะอาหาร

มารยาทในการเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่น
                เมื่อไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้ใหญ่ สิ่งที่ควรระวังก็คือเวลาไปไม่ควรจะเยี่ยมบ้านตอนเวลาทานอาหาร นอกจากว่าเจ้าของบ้านชวนให้มาทานอาหารกันที่บ้านนะครับ คนญี่ปุ่นถือว่าการเยี่ยมบ้านคนอื่นตอนเวลาทานอาหารเป็นสิ่งที่เสียมารยาท ซึ่งเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเยี่ยมก็คือตอนสายๆหรือตอนบ่ายควรเป็นตอนเย็นมาก เพราะแม่บ้านเขาคงจะต้องเริ่มเตรียมอาหารเย็นนะครับ ถ้าโดยบังเอิญไปถึงบ้านเขาในขณะเขาทานอาหารอยู่พอดี เราก็ควรจะบอกว่า Oshokuji chuu ni ojamashite moushiwake arimasen (ขอโทษที่รบกวนเวลาทานอาหาร) และควรจะรอที่ห้องอื่น ตามปกติเจ้าของบ้านก็จะไม่ชวนกินข้าวด้วยกัน (อันนี้ไม่เหมือนกับเมืองไทย) เพราะว่าเจ้าของบ้านไม่ได้เตรียมอาหารอย่างดีสำหรับแขก และตามปกติคนที่จะเยี่ยมก็ต้องทานข้าวให้เสร็จมาก่อนที่จะเยี่ยมเขาอยู่
                อีกข้อหนึ่งก็คือของฝาก(Temiyage) ตอนไปเยี่ยมบ้านผู้ใหญ่ เราควรจะนำของฝากสักอย่างก็ถือว่าเป็นมารยาทดี ตามปกติแล้วของฝากในกรณีเยี่ยมบ้านคนอื่น ควรเป็นขนมแบบที่ใส่ในกล่องสวย (ไม่ใช่ที่ใส่ในถุงพลาสติกธรรมดา) หรือขนมเค้กที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีร้านขายขนมแบบสวยงามที่ใส่กล่องดีๆ (ที่มีราคาแพงหน่อย) เพราะว่าในมารยาทญี่ปุ่นก็จะมีโอกาสใช้กันบ่อย ซึ่งขนมแบบนี้ไม่ใช่เป็นขนมสำหรับผู้ซื้อเพื่อกินเองแต่สำหรับของฝากในการเยี่ยมคนอื่นมากกว่า

jojojojojojojojojojojojojojojojoj